วันอังคารที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2557

CHIC ARTICLE : THAI FASHION WITH AFTA

             เบื้องหลังของคำว่า ” Fashion ” นั้นมากกว่าสิ่งที่เราเห็นโดยทั่วไป เปรียบFashionเป็นดั่งเส้นผม กระบวนการผลิตก็คงเป็นเหมือนภูเขา ที่เส้นผมบังซะมิดจนเรามองเห็นเพียงผมเส้นบางๆเท่านั้น การผลิตเสื้อผ้า การคัดสรรวัตถุดิบ การจัดส่ง ก็คงเป็นรากฐานที่สำคัญของภูเขาที่ขาดไม่ได้หากผิดพลาดเพียงเล็กน้อยภูเขาใหญ่อาจทรุดตัวลงง่ายๆ การที่ไทยจะเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ ที่เรียกง่ายๆว่า ” AFTA ” มีผลอย่างใหญ่หลวงกับประเทศไทยทั้งหลากหลายวงการใหญ่น้อยที่สะเทือนกันไปหมด เช่น วงการจอมปลอมอย่าง ” Fashion ” ที่เก่าไปใหม่มามีอะไรที่เอาแน่เอานอนไม่ได้สักอย่าง ก็มีผลกระทบกับการเปิด AFTA ในปี58 นี่ด้วยเหมือนกัน จะว่าไปแล้ว ก็มีทั้่งข้อดีและข้อเสียคละเคล้ากันไป เอาข้อดีกันก่อนก็ละกันเดี่ยวจะได้รับรสอันแสนขมในอีกไม่ช้า การที่ไทยเปิด AFTA ถือเป็นการที่เปิดประเทศสมาชิก อาเซียนด้วยเหมือนกัน การส่งออกเสื้อผ้าในนามคนไทยไปยังประเทศต่างๆในอาเซียนก็ทำได้ง่ายขึ้น เพราะภาษีที่เรียกเก็บนั้นน้อยซะจนเหมือนจะไม่เก็บเลย การหาวัตถุดิบที่ดีกว่า ราคาที่ถูกกว่า แรงงานที่ดีและค่าแรงน้อยๆ ก็เป็นปัจจัยที่ดีที่ส่งเสริมให้ต้นทุนน้อยลง คุมค่าที่จะลงทุนและทำให้ผลิตภัณฑ์แลดูมีคุณค่ามากขึ้น การที่หาวัตถุดิบที่หาได้ง่ายๆ ราคาถูกๆ กำลังทำให้ฝันนั้นหวานเลย  แต่ วัตถุดิบที่ดีๆส่วนมากอยู่ที่ ” ไทยหรือ ” ในเมื่อคนไทยใช้ไปและไม่คิดจะกลับมาทดแทน  ของราคาูถูกจะมีที่ ” ไทยหรือ ” ในเมื่อคนหาเช้ากินค่ำยังบ่นว่าของแพงอยู่เลย แรงงานที่ดีและค่าแรงน้อยๆจะมีที่ ” ไทยหรือ ” ในเมื่อค่าแรงขั้นต่ำยังจะปรับขึ้นเป็น 300 บาทอยู่เลย  เราควรมองเราสำรวจตัวเองและพัฒนาอุตสาหกรรมไทยให้ดีให้สมกับเงินที่ได้เสียไป มิเช่นนั้นในปี 58 ฐานการผลิตส่วนใหญก็โยกย้ายไปผลิตที่ประเทศเพื่อบ้านแทนทั้งวัตถุดิบที่มีคุณภาพและมีให้ใช้อย่างไม่จำกัด ค่าแรงงานที่ถูกกว่าเป็นไหนๆไม่แน่เสื้อแบรนด์ไทยในอนาคตลูกหลานเราอาจได้ใส่เสื้อที่ป้าย Tag เป็น Made in Myanmar ก็เป็นได้
               “ถ้าประเทศเรายังไม่พัฒนา และยังใช้ชื่อเรียกง่ายๆว่าประเทศโลกที่3ต่อไป ผ้าไทยก็เหมือนทอด้วยพลาสติกราคาถูกๆ “


             ไทยกับนิยามคำว่า ” Fashion ” ดูเหมือนคนไทยจะคิดว่าเป็นการลอกเลียนแบบการแต่งกายของชาวต่างชาติซะมากกว่าทั้งๆที่ในต่างประเทศนั้นมีถึง 4 ฤดู แต่เมืองไทยกลับมีแค่ 3 ฤดู แล้วฤดูหนาวอากกาศยังเย็นไม่ถึงฤดูร้อนของเมืองเขาได้เลยแล้วจะใส่ตามกับทำไม ในเมื่อหนาวแค่ 3 วัน ที่เหลือก็ร้อนกันทั่วหน้า แล้วจะใส่ Autumn Winter เพื่ออะไร แต่ถ้าสำหรับบุคคลที่มีเงินเหลือที่จะใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน(หรือคนรวยนั้นเอง) การที่เขาซื้อ จะใส่อะไรก็ได้ทั้งนั้น โดยไม่คำนึงนึงสภาพอากาศที่ร้อนจนพลาสติกแทบจะละลาย เพราะการแต่งกายก็เป็นเครื่องแสดงฐานะของบุคคลหรือจะให้เขาใจง่ายๆก็เหมือน ” รักแรกพบ ” ที่เมื่อเจอครั้งแรกต้องตกตะลึงกับความสวยงามของเสื้อผ้าที่อยู่บนเรื่อนร่างเหล่าเศรษฐีทั้งหลาย กลับมาที่คำว่า ” Fashion ” ในนิยามของคนไทยที่ชอบแต่งกายเลียนแบบดารา หรือบุคคลที่มีชื่อเสียง อยากใส่แบบดาราคนนู้น คนนี้ โดยที่เงินในกระเป๋ายังมีพอที่จะซื้อกระเป๋า เสื้อผ้า เหล่านั้นได้เลย เหตุผลง่ายๆเหล่านี่เลยเป็นต้นเหตุของการ ” Copy ” แบบเสื้อผ้า แบบกระเป๋าให้ได้หาซื้อกันแบบถูกๆ ง่ายๆ ทั้งแบบ A AA AAA หรือแบบ Mirror โดยที่ไม่ต้องเดินหาตามห้างสรรพสินค้าให้เมื่อยขากันเปล่าๆ คนประเภทนี่น่าจะเรียกได้ว่า ” รสนิยมสูง แต่รายได้ต่ำ ” แต่ก็ว่าไปบุคคลเหล่านี้แหละที่ทำให้เศรษฐกิจไทย นั้นได้ขยับเขยื้อน กระจายรายได้สู่ชนชั้นต่างๆ แต่ถ้าคนไทยคิดที่จะจะรังสรรค์สิ่งใหม่ๆให้เป็นเอกลักษณ์ของตนเองโดยที่มีความเป็นสากล ไหนเลยคนไทยจะไม่สนับสนุนของไทย ถ้าผลงานนั้นสวยงาม น่าใช้ ก็จะเป็นที่ต้องการทั้งในและต่างประเทศอย่างหลายแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จกันนักต่อนัก
       ” Fashion ไทย ถ้าไม่มีความเป็นไทย ก็เหมือนชฏาที่ตกแต่งด้วยลูกไม้ปลอม “

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น